ผมเชื่อว่า พ่อแม่ทุกๆคนอยากให้ลูกเรียนเก่ง บางท่านที่เคยเรียนเก่งตอนเป็นนักเรียนก็อยากให้ลูกเรียนเก่งเหมือนตน บางท่านเห็นความผิดพลาดหรือการขาดโอกาสของตนเองก็อยากที่จะให้ลูกเรียนเก่งและมีโอกาสดีกว่าตน บ่อยครั้งที่ความหวังดีนี้กลับเป็นการสร้างผลลัพธ์ในทางตรงกันข้ามกับความปรารถนาดี เป็นแรงกดดันทางลบแก่ลูก ทำลายการเรียนรู้ของลูก และอาจจะถึงการทำลายอนาคตของลูกเลยก็ได้
บ่อยครั้งที่ความหวังดีของพ่อแม่ กลายเป็นแรงกดดันทางลบแก่ลูก สร้างผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม ทำลายการเรียนรู้ของลูก และอาจจะถึงการทำลายอนาคตของลูกเลยก็ได้
การเรียนรู้นั้นเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเริ่มจากวัฒนธรรมในครอบครัว ต่อมาก็วัฒนธรรมในโรงเรียน และก็สังคมทั่วไป ซึ่งก็ต่างกันไปในแต่ละครอบครัว แต่ละโรงเรียน แต่ละสังคม ซึ่งหมายรวมถึงแต่ละประเทศด้วย วัฒนธรรมในครอบครัวที่ผมหมายถึงก็คือ กระบวนความคิดและความเข้าใจถึงการเรียนรู้ ซึ่งไม่สามารถสอนกันได้เพียงแค่การบอกว่าให้ตั้งใจเรียนจะได้มีอนาคตที่ดี บอกลูกให้อ่านหนังสือเยอะ การส่งให้ลูกไปเรียนพิเศษ หรือแย่ไปกว่านั้นก็คือการเปรียบเทียบลูกตนกับคนอื่น
วัฒนธรรมการเรียนรู้ ไม่สามารถสอนกันได้เพียงการบอกว่าให้ตั้งใจเรียน อ่านหนังสือเยอะๆ หรือส่งลูกให้ไปเรียนพิเศษ ที่พ่อแม่หลายๆท่านทำ
การเรียนรู้วัฒนธรรมนั้นคือการซึมซับผ่านประสบการณ์การเห็นตัวอย่าง การทำตามและเรียนรู้ด้วยตนเอง นั่นหมายความว่า ถ้าพ่อแม่เพียงแต่บอก แต่ลูกไม่เห็นตัวอย่าง ไม่รู้วีธีการว่าทำอย่างไรให้ตั้งใจเรียน หรืออ่านอย่างไรให้เข้าใจ
จากการที่ผมได้ไปพูดให้น้องๆนักเรียนฟังในหลายๆโรงเรียนนั้น สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นก็คือ น้องๆเครียดกับการเรียนและการสอบ คำถามหนึ่งที่ผมได้ยินซ้ำๆก็คือ ผมไม่อยากเรียนทำอย่างไงดีครับ ไม่รู้เรียน(วิชานี้ไป)แล้วได้อะไร อ่านหนังสืออย่างไรให้เข้าใจ อ่านหนังสืออย่างไรให้จำได้
ซึ่งการที่บอกให้ลูกตั้งใจเรียน อ่านหนังสือเยอะๆ ไม่ได้ตอบคำถามเหล่านี้เลย
คุณพ่อคุณแม่เคยได้คิดถึงจุดนี้หรือเปล่า และเคยได้สอนลูกให้ลูกคิดเป็นและเข้าใจถึงคำตอบของคำถามเหล่านี้หรือไม่
ถ้าการเรียนเป็นสิ่งที่สนุก และน้องๆเข้าใจถึงเหตุผลของการเรียนแล้ว น้องๆก็จะรักการเรียนรู้เอง คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่จำเป็นที่จะไปบอกว่าให้ตั้งใจเรียนหรือให้อ่านหนังสือเยอะๆอีกต่อไป เพราะลูกๆของท่านก็จะมีแรงขับมาจากภายในของตนเอง
พูดมาถึงตอนนี้ การที่บอกให้ลูกๆตั้งใจเรียน หรือว่าเรียนให้เก่งเพื่ออนาคตที่ดีนั้นไม่ใช่สิ่งที่ไม่ควรทำ แต่ควรทำโดยพอประมาณ ไม่มากเกินไปจนสร้างแรงกดดันทางลบที่จะทำให้ลูกต่อต้าน และอาจจะเกลียดการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต
คุณพ่อคุณแม่อาจจะได้เคยยินมาบ้าง และผมเองก็ได้ยินมาโดยตลอดเกี่ยวกับเด็กๆที่ถูกบังคับให้เรียนดนตรี แต่ครอบครัวไม่มีวัฒนธรรมการฟังดนตรี หรือเข้าใจดนตรี เพียงจากการคิดว่าการเรียนดนตรีเป็นสิ่งที่ดี (คล้ายๆกับการเรียนให้ดี) เลยส่งให้ลูกไปเรียน สุดท้ายลูกๆเรียนอย่างไม่มีความสุข เพราะถูกบังคับ และพอถึงเวลาที่หยุดเรียนได้ลูกๆก็พร้อมที่จะหยุดเรียน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็มาเสียใจที่ไม่เรียนดนตรีต่อให้เก่งกว่านี้ อย่างนี้ผมเรียกว่าการรักลูกไม่ถูกทาง หรืออาจจะบอกได้ว่าเป็นพ่อแม่รังแกลูก เพื่อนผมคนหนึ่งถึงขนาดเกลียดดนตรีไปตลอดชีวิตเลย
การเรียนรู้เป็นวัฒนธรรมที่เริ่มที่ครอบครัวเป็นแห่งแรก ตั้งแต่ลูกลืมตามาดูโลก ก็เริ่มที่จะเรียนรู้จากการซึมซับวัฒนธรรมและการกระทำของพ่อแม่และคนรอบข้าง กระบวนความคิดและความเข้าใจถึงการเรียนรู้นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้แบบยั่งยืนและมีประสิทธิภาพอย่างที่ผมได้เขียนอธิบายใน ปิระมิดของการเรียนรู้ที่มีความสุขและประสบผลสำเร็จ
เด็กๆที่ถูกบังคับให้เรียนดนตรี แต่ครอบครัวไม่มีวัฒนธรรมการฟังดนตรี หรือเข้าใจดนตรี เพียงจากการคิดว่าการเรียนดนตรีเป็นสิ่งที่ดี (คล้ายๆกับการเรียนให้ดี) เลยส่งให้ลูกไปเรียน สุดท้ายลูกๆเรียนอย่างไม่มีความสุข เพราะถูกบังคับ และพร้อมที่เลิกเรียนได้ทุกเวลา และอาจจะเกลียดดนตรีไปตลอดชีวิตเลยก็เป็นไปได้